การดูแลรักษาสาย Fiber Optic
_______Minimum Bend Radius สาย Fiber Optic ถูกกำหนดให้มี Minimum Bend Radius
จากผู้ผลิต เพื่อเป็นเงื่อนไขของ Load ที่มีต่อสาย เช่นช่วงที่มีการดึงสาย และในช่วงที่สาย
อยู่ในสภาวะที่ไม่ได้ Load เช่น ช่วงที่มีการติดตั้งสายเรียบร้อยแล้ว โดยสาย Fiber จะต้อง
ไม่เกิดภาวะ Minimum Bend Radius ในท่อเกินไปกว่าที่กำหนดขึ้นโดยผู้ผลิต ( สายที่
อยู่ในท่อจะต้องไม่มีการงอไปงอมาเป็นงูเลื้อยมากเกินกว่าค่า Minimum Bend Radius )
สาย Fiber และ Patch Cord ปกติจะมีค่า Minimum Bending ระหว่าง 2-3 ซ.ม และค่าของ
Minimum Bending นี้ยังขึ้นอยู่กับ Operating Wavelength ของสายที่ใช้ และค่า Minimum
Bending จะมากขึ้น มากขึ้นตามขนาดความยาวคลื่นที่ใช้การโค้งงอของสายที่มากเกินไป
จะส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่สาย Fiber ตรงที่ทำให้เกิด Attenuation เพิ่มขึ้นเป็นอย่าง
มากเกินค่าที่ผู้ผลิตตั้งไว้ นอกจากนี้ จะทำให้สายเกิดความเสียหายอีกด้วย

การทดสอบสายไฟเบอร์
______ เมื่อติดตั้งสายไฟเบอร์เสร็จเรียบร้อยแล้วก่อนที่จะใช้งานสายไฟเบอร์นั้นจำเป็น
ที่ต้องทำการทดสอบสายก่อน เพื่อให้แน่ใจได้ว่าสายไฟเบอร์นั้นใช้รับส่งข้อมูลได้ตาม
ต้องการ ซึ่งการทดสอบด้านต่างๆ มีดังนี้

     
1
การทดสอบด้านเมคานิก (Mechanical Tests)
2
การทดสอบด้านกายภาพ (Geometrical Tests)
3
การทดสอบเกี่ยวกับคุณสมบัติของสาย (Optical Tests)
4
การทดสอบเกี่ยวกับการรับส่งสัญญาณ (Transmission Tests)
5
สำหรับการทดสอบ 3 ประเภทแรก จะทดสอบแค่ครั้งเดียว
   
     

______ เพราะค่าพารามิเตอร์มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากในระหว่างการใช้งานก่อนที่จะมีการ
ใช้งานสายไฟเบอร์นั้นต้องมีการตรวจวัดค่าคุณสมบัติต่างๆ ของสายก่อน ซึ่งการวัดค่าต่างๆ
นี้จะถูกอธิบายใน FOTP (Fiber Optic Test Procedure) ซึ่งเป็นขั้นตอนการทดสอบที่เสนอ
โดยสมาคม EIA (Electronic Industries Association) และได้ถูกกำหนดใน ITU-T G650 หรือ
ในเอกสาร EN 188 000

การทดสอบสายไฟเบอร์

Mechanical   Geometrical  Optical   Transmission
Traction   Concentricity   Index Profile   Bandwidth
Torsion   Cylindricity  Numerical Aperture   Optical    Power  
Bending Core Diameter Spot Size  Optical Loss
Temperature Cladding Diameter  Reflectometry  

การทดสอบการรับส่งข้อมูล
______การทดสอบหลักๆ ของสายไฟเบอร์ที่ติดตั้งแล้ว เพื่อให้แน่ใจได้ว่าสายไฟเบอร์สามารถ
รับส่งข้อมูลได้ตามที่ต้องการมีดังนี้

   • การทดสอบการสูญเสียของสัญญาณของลิงค์ (End-to-End Optical Link Loss)
  • อัตราการสูญเสียต่อหน่วยความยาว (Attenuation)
  • การสูญเสียเนื่องจากการเชื่อมต่อแบบต่างๆ (Splice, Connectors)
   • ความยาวของสายไฟเบอร์
 

_____  การทดสอบแบบอื่นๆ เช่น แบนด์วิธ หรือการสูญเสียเนื่องจากการแตกกระจายของแสง
(Modal Dispersion) การสูญเสียเนื่องจากการสะท้อนกลับของแสง
การเดินทางของแสงไปตาม
กฎการส่งสัญญาณของแสง (Principla of the transmission) ซึ่งสรุปคร่าวๆ

ความเร็วของแสง (Velocity)
______ความเร็วของแสงที่เดินทางในใยแก้วนั้นจะถูกกำหนดโดยค่าดัชนีหักเหแสง
(RefractiveIndex)ของคอร์ใยแก้วค่าดัชนีหักเหแสง(n)เป็นค่าที่ไม่มีหน่วยและเป็น
อัตราส่วนระหว่างความเร็วของแสงในสุญญากาศต่อความเร็วของแสงในวัตถุนั้น
           n = n/c

      โดย n : ค่าดัชนีหักเหแสงของวัตถุ (Refractive Index)
           c : ความเร็วแสงในสุญญากาศ (3 x 108 m/s)
           v : ความเร็วของแสนในวัตถุ
   โดยทั่วไปค่าของ ก จะอยู่ที่ประมาณ 1.45-1.55 แสงที่ถูกส่องเข้าไปในใยแก้วด้วยมุมตก กระทบ
ที่ต่างกันจะไม่เดินทางแนวเดียวกัน แสงที่ส่องตรงไปยังศูนย์กลางของใยแก้ว จะเดินทางเกือบจะ
เป็นเส้นตรงส่วนแสงที่ส่องด้วยมุมตกกระทบที่ใหญ่หรือส่องไปยังเปลือกนอกของคอร์จะเดิน
ทางตามแนวที่ยาวกว่าจากต้นสายไปปลายสาย ดังนั้นจึงเดินทางค่อนข้างช้าแนวที่แสงเดินทางใน
ใยแก้วจะเรียกว่า 'โหมด (mode)' เมื่อแสงเดินทางในไฟเบอร์จะเกิดการสูญเสียพลังงาน (Attenuation)

Attenuation
   การสูญเสียพลังงาน (Attenuation) ของแสงในสายไฟเบอร์เกิดจากหลายสาเหตุ ดังนี้
 **** Light Absorptioการดูดกลืนแสงจะหมายถึงการที่แสงเปลี่ยนพลังงานไปเป็นความร้อนการดูดก
ลืนนี้จะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของสายไฟเบอร์ ซึ่งแบ่งออกได้จาก 2 สาเหตุ คือ อินทรินสิก
(Intrinsic) คือเกิดจากเนื้อสารที่ใช้ทำสายไฟเบอร์ และเอ็กส์ทรินสิก (Extrinsic) ซึ่งเกิดจากความ
ไม่บริสุทธิ์ของสายไฟเบอร์ เช่น มีโมเลกุล OH ซึ่งจะมีผลมากที่ความยาวคลื่นแสงประมาณ
1240 nm และ 1390 nm การสูญเสียที่เกิดจากเอ็กส์ทรินสิกจะมีค่าน้อยมากสำหรับสายไฟเบอร์ที่
ใช้ในปัจจุบัน
*****Rayleigh Scattering: การแตกกระจายของแสงก็มีผลต่อการสูญเสียพลังงานของแสงเช่นกัน
การแตกกระจายของแสงเกิดจากการที่โฟรตอนของแสงวิ่งชนโมเลกุลของของสายไฟเบอร์ทำให้
แสงแตกกระจายไปทุกทิศทาง ซึ่งบางส่วนอาจจะเดินทางออกนอกคอร์ของไฟเบอร์ หรือมีบางส่วน
ที่สะท้อนกลับ
***** Bending Loss: เกิดจากการที่สายไฟเบอร์โค้งงอทำให้แสงบางส่วนหลุดออกจากส่วนคอร์
ของใยแก้วตัวอย่าง เช่น สายแบบซิงเกิลโหมดอาจโค้งงอได้โดยรัศมีไม่เกิน 10 cm ถ้าการโค้งงอ
มากกว่านี้การสูญเสียสัญญาณจะเพิ่มขึ้นเป็นค่าทวีคูณรัศมีการโค้งงอของสายไฟเบอร์จะขึ้นอยู่
กับการออกแบบสายไฟเบอร์และความยาวคลื่นแสงที่ใช้
______ ค่าสูญเสียสัญญาณ (Attenuation) สำหรับความยาวคลื่นแสงที่ใช้จะคำนวณได้จากอัตรา
ส่วนระหว่างกำลังของสัญญาณแสงที่ส่องเข้าใยแก้วกับกำลังสัญญาณแสงที่ได้รับที่ปลายสาย
ซึ่งค่านี้จะแสดงในหน่วยเดซิเบล (Decibel หรือ dB) การวัดค่าสูญเสียนั้นจะต้องรวมเอาค่า
สูญเสียจากทุกๆ สาเหตุเข้าด้วยกัน
______
จากข้างบนที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่าสูญเสียสัญญาณกับความยาวคลื่นแสงที่
ใช้ดังนั้นระบบการสื่อสารโทรคมนาคมจะใช้แสงที่มีความยาวคลื่นที่ให้ค่าสูญเสียต่ำดังแสงในกราฟ
ข้างบนซึ่งจะมีช่วงความยาวคลื่นคือ
 • 820 - 880 nm (Short Haul)
 • 1285 - 1330 nm (Medium Haul)
 • 1525 - 1575 nm (Long Haul)
 ++++++อีกสาเหตุหนึ่งที่มีผลต่อการส่งสัญญาณคือ การแยกกระจาย (Dispersion) ซึ่งจะมีผลทำให้
แบนด์วิธของช่องสัญญาณลดลง การแยกกระจายจะมีหลายประเภท ประเภทหลักๆ มีดังนี้
 1.  Model Dispersion: เมื่อแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นถูกส่องเข้าไปในใยแก้ว พลังงานของแสงจะ
ไม่ถูกส่งไปถึงสายทั้งหมดเนื่องจากแสงที่ส่องเข้าไปจะเดินทางในใยแก้วหลายแนวหรือหลาย
โหมด(Mode)ซึ่งแสงแต่ละโหมดจะแบ่งพลังงานกันบางโหมดอาจเดินทางโดยใช้เวลามากกว่า
โหมดอื่นทำให้พลังงานของแสงที่ปลายสายลดลง
 • Chromatic Dispersion: แสงที่ส่องเข้าไปในสายจะประกอบด้วยสเปกตรัมเล็ก ๆ ของความยาวคลื่น
แสงด้วยเหตุนี้แสงจึงเดินทางด้วยความเร็วที่ต่างกันเนื่องจากความเร็วของแสงขึ้นอยู่กับดัชนีหักเหความยาว
คลื่นก็เช่นกันการแบ่งประเภทของสายไฟเบอร์นั้นจะใช้โมเดลดิสเปอร์ชันเป็นเกณฑ์คือ สายไฟเบอร์ประเภทที่
โมเดลดิสเปอร์ชันมีผล (มัลติโหมด) และสายไฟเบอร์ประเภทที่ไม่แสดงโมเดลลิสเปอร์ชัน (ซิงเกิลโหมด)
*****สายไฟเบอร์แบบมัลติโหมดจะมีขนาดคอร์ใหญ่กว่ามาก (ประมาณ 50-100 ไมครอน) ซึ่งอนุญาตให้
แสงหลายโหมดผ่านได้
*****สายไฟเบอร์แบบซิงเกิลโหมดมีขนาดประมาณ 5-10 ไมครอน อนุญาตให้แสงโหมดเดียว (1310 nm
หรือ 1550nm) ผ่านได้เท่านั้น ซึ่งทำให้การแตกกระจายของสัญญาณลดลงได้มาก
การสูญเสียของสัญญาณแสง (Optical Loss Budget)
______ ค่าการสูญเสียของสัญญาณแสงที่เดินทางผ่านสายไฟเบอร์ออฟติกนั้นจะมีข้อจำกัดอยู่เพื่อให้การรับ
ส่งข้อมูลเป็นไปได้อย่างถูกต้องซึ่งค่านี้จะขึ้นอยู่กับหลายอย่าง เช่น กำลังแสงที่ใช้ส่ง ความสามารถในการรับ
สัญญาณของตัวรับสัญญาณการเชื่อมต่อสายสัญญาณไม่ว่าจะเป็นการสไปลซ์ หรือ การใช้หัวเชื่อมต่อเพื่อให้
สามารถคำนวณค่าสูญเสียของสายสัญญาณได้ ต่อไปนี้เป็นค่าสูญเสียที่นิยมใช้ในการคำนวณ
   • 0.2 dB/km สำหรับสายซิงเกิลโหมดที่ความยาวคลื่น 1550 nm
   • 0.35 dB/km สำหรับสายซิงเกิลโหมดที่ความยาวคลื่น 1310 nm
• 1.0 dB/km สำหรับสายมัลติโหมดที่มีความยาวคลื่น 1300 nm
   • 3.0 dB/km สำหรับสายมัลติโหมดที่มีความยาวคลื่น 850 nm
   • 0.05 dB สำหรับการสไปลซ์แบบหลอมละลาย (Fusion Splice)
   • 0.1 dB สำหรับการสไปลซ์เชิงกล (Mechanical Splice)
   • 0.2-0.5 dB สำหรับการเชื่อมต่อโดยใช้หัวเชื่อมต่อ (Connector)
   • 3.5 dB สำหรับการใช้ตัวแยกสัญญาณจาก 1 ไป 2 (Splitter)
____ หลังจากที่ทราบค่าโดยประมาณของการสูญเสียอันเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆแล้วค่าสูญเสีย
ของสัญญาณแสงของลิงค์ก็สามารถคำนวณได้
 OTDR
   _____OTDR ( Optical Time Domain Reflectometer ) คือเครื่องมือที่ใช้ทดสอบคุณสมบัติ
ของสายไฟเบอร์จุดประสงค์ของเครื่องมือนี้ก็เพื่อตรวจวัดและค้นหาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
บนสายไฟเบอร์ เช่น ความยาวของสาย ตำแหน่งที่มีการเชื่อมต่อ (Splice) หรือหัวเชื่อมต่อ
(Connector) และ อัตราการสูญเสียของสัญญาณ (Attenuation) ข้อดีของ OTDRก็คือเรา
สามารถใช้ทดสอบสายไฟเบอร์จากปลายข้างเดียวเท่านั้น OTDR จะแสดงผลเป็นกราฟ
ที่แสดงการสูญเสียของสัญญาณในระหว่างการส่งข้อมูล ดังนั้น OTDR จึงเป็นเครื่องวัดที่นิยม
มากที่สุดสำหรับทดสอบสายไฟเบอร์
OTDR สามารถตรวจวัดคุณสมบัติของสายไฟเบอร์ได้หลายประเภท ซึ่งสิ่งที่ OTDR รายงาน
ให้ทราบนั้นจะเรียกว่าเหตุการณ์ (Event) ซึ่งจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ

1.  เหตุการณ์ที่มีการสะท้อนกลับของแสง ( Reflective Event ) คือเหตุการณ์ที่ค่าสะท้อนกลับ
ของแสงมีการเปลี่ยนแปลงในสายไฟเบอร์ซึ่งอาจเกิดได้เนื่องจากสายแตกหัก การเชื่อมต่อ
สายไม่ว่าจะเป็นแบบใช้หัวเชื่อมต่อ การสไปลซ์แบบแมคานิก หรือสุดปลายสาย การเชื่อม
ต่อแบบใช้หัวเชื่อมต่อจะสูญเสียสัญญาณประมาณ 0.5 dB และการสไปลซ์แบบแมคานิก
จะสูญเสียสัญญาณประมาณ 0.2 dB
2.  เหตุการณ์ที่ไม่มีการสะท้อนกลับของแสง (Non-reflective Event) เป็นเหตุการณ์ที่แสงจะไม่สะท้อนกลับ เช่น การสไปลซ์แบบหลอมละลาย (Fusion Slice) เป็นต้น

_____ การแสดงผลของโอทีดีอาร์โดยทั่วไปจะมีลักษณะดังที่กล่าวมาเหตุการณ์ต่างๆจะแสดงผลที่ไม่เหมือน
กันลักษณะของสายไฟเบอร์ที่กำลังทดสอบอยู่ทำให้เราสามารถนับจำนวนครั้งและตำแหน่งที่มีการเชื่อมต่อ
สไปลซ์หัวเชื่อมต่อได้ ซึ่งจะช่วยในการค้นหาจุดเสียของสาย จุดที่สายขาด หรือจุดที่มีการเชื่อมต่อไม่ดีเป็นต้น
_____ OTDR เป็นเครื่องมือวัดสายไฟเบอร์ที่สำคัญและมีประโยชน์มากสำหรับการติดตั้งเครือข่าย ที่ใช้สาย
ไฟเบอร์ออฟติค ผู้ใช้เครื่องมือนี้ควรที่จะมีความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับแสง ซึ่งก่อนที่จะใช้งานควรจะศึกษาคู่มือการ
ใช้งานให้ดีก่อน

ปัจจุบันนี้ มีขนาดของ Fiber Optic Cable ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้แก่

 
8/125
 
62.5/125
 
100/140
 

สรุปตารางเปรียบเทียบค่าต่างๆ ของสายเน็ตเวิร์กโดยทั่วไป

ชนิด

ราคา

การติดตั้ง

ความเร็ว

ระยะทาง

สัญญาณรบกวน

Thinnet

ถูกกว่า STP

ง่าย

10 Mbps

185 เมตร

น้อยกว่า UTP

Thicknet

แพงกว่า STP

ไม่ง่าย

10 Mbps

500 เมตร

น้อยกว่า UTP

STP

แพงกว่า UTP
ถูกกว่า Thicknet

ไม่ยาก

16-500 Mbps

100 เมตร

น้อยกว่า UTP

UTP

ถูกที่สุด

ง่ายมาก

10-100 Mbps

100 เมตร

มาก

Fibre Optic

แพงสุด

ยาก

2 Gbps

10 กิโลเมตร

ไม่มี